Select Product By Category

Populate the sidearea with useful widgets. It’s simple to add images, categories, latest post, social media icon links, tag clouds, and more.
[email protected]
Phone: 0-2675-9411 FAX: (02) 675-9674

Dhanin Chearavanont

ตอนอายุประมาณ 18 ปี ผมเพิ่งเดินทางจากฮ่องกงกลับกรุงเทพฯ และได้พบกับคุณหญิงเทวี ภรรยาของผมเป็นครั้งแรกโดยบังเอิญที่สวนดอกไม้แห่งหนึ่ง ในใจของผมคิดว่า “คุณหญิงสวยราวกับนางฟ้าบนดิน” ตอนนั้นคุณหญิงก็กำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่นอายุประมาณ 17 ปี และรู้จักมักคุ้นกับพี่ๆ ของผมมาก่อนแล้ว ทั้งยังเป็นญาติของเพื่อนผมที่ทำงานอยู่ที่หน่วยงานธุรกิจอาหารสัตว์ของเราตั้งแต่สมัยที่ท่านประธานมนตรีบริหารอยู่ บ้านญาติของคุณหญิงอยู่หลังบริษัทของเรา คุณหญิงมักจะมาพักผ่อนหย่อนใจที่สวนหลังบริษัทของเราเสมอๆ ผมชอบการถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก ครั้งหนึ่งผมไปเที่ยวทะเล และได้พบกับคุณหญิง ผมมีโอกาสได้ถ่ายรูปให้คุณหญิงด้วย ซึ่งปัจจุบันรูปถ่ายใบนั้นก็ยังถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี หลังจากที่ได้รู้จักกับคุณหญิงเทวีในครั้งนั้นแล้ว ผมก็ไม่ได้ไปมาหาสู่กับคุณหญิงอีก ตอนนั้นผมอายุยังน้อย ไม่ได้ไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย และเพิ่งเริ่มทำงาน ตำแหน่งงานของผมก็เป็นเพียงพนักงานเล็กๆ คนหนึ่ง ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรกับคุณหญิง และยังไม่พร้อมที่จะมีความรัก ผมจึงทุ่มเทกำลังทั้งหมดไปที่งาน เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วราวชั่วพริบตา ในตอนที่ผมอายุ 22 ปี ก็ได้พบคุณหญิงโดยบังเอิญอีกครั้งในงานแต่งงานของเพื่อน ตอนนั้นคุณหญิงยังไม่ได้แต่งงาน และยังไม่มีคนรัก ขณะที่การงานของผมที่สหกรณ์ก็กำลังไปได้ดี มีความสำเร็จในหน้าที่การงานบ้างแล้ว ผมจึงตัดสินใจขอคุณหญิงแต่งงาน ผมเริ่มสร้างครอบครัวตอนอายุ 23 ปี เราทั้งสองมีทายาท 5 คน เป็นลูกชาย 3 คน และลูกสาว 2 คน ผมเคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะไม่ให้ลูกชายเข้ามาทำงานในธุรกิจดั้งเดิมของเครือฯ ผมยังยืนยันเช่นนั้น สุภกิต ซึ่งเป็นลูกชายคนโต เป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี มีเพื่อนฝูงมากมาย เขาเป็นคนดี คนที่รู้จักต่างก็ชอบเขา สุภกิตรับผิดชอบดูแล "ทรู วิชั่นส์" (True Vision; ธุรกิจให้บริการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก) ตั้งแต่เริ่มต้น ปัจจุบันสุภกิตยังดูแลการลงทุนขนาดใหญ่ของเครือเจริญโภคภัณฑ์...

Read More

เพื่อทำความฝันที่ยิ่งใหญ่ให้เป็นจริง ผมได้ทดลองโครงการใหม่ขึ้นที่หมู่บ้านผิงกู่ (Pinggu) ซึ่งตั้งอยู่ในเขตชานเมืองทางตะวันออกเฉียงเหนือของนครปักกิ่ง นั่นคือ “โครงการไก่ไข่ 3 ล้านตัวผิงกู่” ที่เริ่มการผลิตในเดือนเมษายน พ.ศ. 2555 โครงการแห่งนี้คือโรงงานผลิตไข่ไก่ที่ครบวงจรและทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่ง โดยสร้างเป็นโรงเรือนระบบปิดทั้งหมดเพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่โรงเรือน ไก่ไข่จำนวน 3 ล้านตัวสามารถผลิตไข่ได้วันละ 2,400,000 ฟอง ทุกขั้นตอนการผลิตตั้งแต่การผสมอาหารสัตว์ซึ่งเป็นขั้นตอนแรก จนถึงการส่งไข่ไก่ออกจากโรงงานซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้าย จะควบคุมด้วยระบบเครื่องจักรอัตโนมัติ (Automation) ทั้งหมด กล่าวคือ อาหารสัตว์จะถูกลำเลียงผ่านท่อไปยังฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่ แล้วนำส่งไปเลี้ยงไก่ เมื่อไก่ออกไข่ ไข่เจะถูกส่งด้วยสายพานลำเลียงไปสู่พื้นที่จัดเก็บและคัดแยก ภายในโรงงานมีแขนกลเหมือนที่ใช้ในโรงงานประกอบรถยนต์ (Robotics) ค่อยๆ นำไข่ไก่ขึ้นวางบนชั้นอย่างเบาๆ กระบวนการผลิตเหล่านี้ถูกควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมด ส่วนมูลจากไก่ 3 ล้านตัว จะถูกนำไปทำปุ๋ยชีวภาพและนำไปใช้ในสวนผลไม้ที่อยู่ใกล้เคียง ไก่แก่ที่ไม่สามารถออกไข่ได้แล้วจะถูกนำไปแปรรูปอาหาร และชิ้นส่วนที่เหลือจะถูกนำไปเป็นอาหารจระเข้ ซึ่งการเลี้ยงจระเข้ยังสามารถสร้างรายได้ที่ดีให้กับโครงการอีกด้วย จะเห็นว่าการนำทรัพยากรกลับมาหมุนเวียนใช้อย่างคุ้มค่า สามารถรักษาสิ่งแวดล้อมบริเวณใกล้เคียง และยังช่วยบริหารต้นทุนการดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้โครงการนี้จะตั้งอยู่ในหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยแรงงาน แต่เราก็ใช้พนักงานเพียงไม่กี่สิบคน ส่วนเกษตรกรจำนวนเกือบ 5,000 คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงนั้นจะอยู่ในฐานะผู้ถือหุ้นอย่างแท้จริง โดยมีระบบการแบ่งสรรผลกำไรที่ไม่ว่าโครงการจะได้กำไรหรือขาดทุน ผู้ถือหุ้นก็มีหลักประกันว่าจะได้รับค่าเช่าที่ดินในอัตราที่แน่นอน และหากโครงการมีผลประกอบการที่ดีก็จะได้รับเงินปันผลให้เป็นการเพิ่มเติมด้วย สำหรับเครือเจียไต๋แล้ว โครงการผลิตไข่ไก่นี้จะได้กำไรหรือไม่ อาจไม่ใช่ประเด็นที่สำคัญที่สุด เนื่องจากยังมีธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกัน เช่น การผลิตอาหารสัตว์ การผลิตไก่พันธุ์ การแปรรูปอาหาร และการค้าปลีกที่เป็นธุรกิจปลายน้ำก็สามารถสร้างผลกำไรได้  แต่ในอีก 20 ปีข้างหน้า เราจะโอนกรรมสิทธิ์โครงการแห่งนี้ให้แก่สหกรณ์ซึ่งมีเกษตรกรเป็นสมาชิก อาจเกิดคำถามว่า เครือเจียไต๋มีจุดมุ่งหมายอย่างไรที่ไปสร้างโครงการที่ผลิตด้วยระบบอัตโนมัติ ในหมู่บ้านที่มีแรงงานเพียบพร้อมอยู่แล้ว คำตอบคือรูปแบบการบริหารแบบนี้มีข้อดี 2...

Read More

ที่ผ่านมาผมยังคงสานสัมพันธ์อันดีกับมิตรสหายที่เคยช่วยเหลือกันมาโดยตลอด และด้วยมิตรภาพนี้บางครั้งก็นำพาโอกาสทางธุรกิจมาด้วย เครือเจริญโภคภัณฑ์ขยายธุรกิจไปยังญี่ปุ่นได้ ก็เพราะได้รับความช่วยเหลือและการสนับสนุนอย่างเต็มที่จาก มร.ออง ปิ่งหรง (Mr. Ongg Bingrong) ซึ่งเป็นชาวไต้หวัน มร.ออง เป็นคุณพ่อของ คุณจูดี้ ออง (Ms. Judy Ongg) ซึ่งเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียงในญี่ปุ่น ถึงแม้ว่ามร.ออง จะมีอายุมากกว่าผม 10 กว่าปี แต่เรากลับคุยกันถูกคอและคบหากันเป็นเพื่อน และเขาก็เป็นเพื่อนสนิทกับท่านประธานมนตรี พี่ชายของผมด้วย มร.ออง พำนักอยู่ที่ญี่ปุ่นเป็นเวลานาน ทุกครั้งที่ผมไปญี่ปุ่นเขาจะช่วยเป็นล่ามให้ มร.ออง มีเพื่อนในญี่ปุ่นมากมาย เครือฯ ส่งออกเนื้อไก่ไปญี่ปุ่นได้ก็ด้วยการแนะนำของมร.ออง โดยเขายังดำรงตำแหน่งประธานบริษัท ซีพีเอฟ โตเกียว จำกัด (CPF Tokyo Co., Ltd.) และภายหลังเราได้ทำรายการโทรทัศน์ “Chia Tai Variety Show” ที่จีนร่วมกันดังที่ผมกล่าวถึงไปแล้ว (ในตอนที่ 20) การได้รู้จัก มร.ออง ผมต้องขอบ คุณมร.ไช่ เทียนโซ่ว (Mr. Cai Tianshou) นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีชื่อเสียงเพื่อนเก่าชาวไต้หวันอีกคนหนึ่งที่แนะนำให้เรารู้จักกัน เพื่อนชาวไต้หวันอีกคนที่ผมไม่มีวันลืมคือ มร. สวี เหว่ยเฟิง (Mr. Xu Weifeng) ในยุคทศวรรษ 2490 เขาได้สร้างห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่แห่งแรกในไต้หวัน...

Read More

“ไม่ควรวางไข่ทั้งหมดไว้ในตระกร้าใบเดียว” คือแนวคิดของผมในช่วงหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจเอเชียผ่านพ้นไปแล้ว ผมเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องกระจายความเสี่ยงเพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับธุรกิจของเครือฯ เราได้เพิ่มความสำคัญของการขยายธุรกิจเช่น โรงงานอาหารสัตว์ และโรงงานแปรรูปไปยังประเทศแถบอาเซียน กิจการในแต่ละประเทศประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อินโดนีเซียและเวียดนาม ในประเทศจีน เราไปสร้างโรงงานผลิตอาหารที่เมืองฉินหวงเต่า (Qinhuangdao) มณฑลเหอเป่ย (Hebei) และเมืองชิงเต่า (Qingdao) มณฑลซานตง (Shandong) เพื่อเตรียมพร้อมส่งออกอาหารแปรรูปจากจีนไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก ในอดีตเครือเจริญโภคภัณฑ์จะเป็นฝ่ายขยายการลงทุนในจีนเป็นหลัก แต่เมื่อเร็วๆ นี้ เราได้ชักชวนให้บริษัทจากจีนเข้ามาลงทุนในไทยบ้าง เช่น บริษัทไชน่าโมบาย (China Mobile) ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่ระดับโลกได้เข้ามาถือหุ้น บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และ บริษัท เซี่ยงไฮ้ ออโต้โมทีฟ อินดัสทรี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (SAIC) บริษัทรถยนต์ขนาดใหญ่ที่สุดในจีนได้ร่วมลงทุนกับเครือฯ ตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ “เอ็มจี” ขึ้นในประเทศไทย นอกจากนี้เรายังสร้างโรงงานปรับปรุงคุณภาพข้าวที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในโลกขึ้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีการส่งออก“ข้าวหอมมะลิตราฉัตร” จำนวนมากสู่ตะวันออกกลางและทวีปแอฟริกา สำหรับประเทศตลาดเกิดใหม่อย่างตุรกีและอินเดีย เราได้สร้างธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร ตั้งแต่โรงงานผลิตอาหารสัตว์จนถึงการแปรรูปเนื้อไก่อีกด้วย ในทวีปยุโรป เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้ซื้อบริษัทท็อปส์ฟู้ดส์ (Top’s Foods) ซึ่งเป็นธุรกิจผลิตอาหารพร้อมรับประทานของเบลเยี่ยม ท็อปส์ฟู้ดส์ได้รับสิทธิบัตรนวัตกรรมการฆ่าเชื้อโรคด้วยคลื่นไมโครเวฟ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดของโลกในปัจจุบัน ทำให้อาหารสามารถเก็บในอุณหภูมิปกติได้เป็นเวลานาน โดยมีกำลังการผลิตอาหารพร้อมรับประทานวันละ 100,000 กล่อง และส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปกว่า 10 ประเทศ การที่รัสเซียลดค่าเงินรูเบิลได้นำมาซึ่งโอกาส จากการที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ กำลังขยายธุรกิจไก่เนื้อครบวงจร โดยได้ซื้อฟาร์มไก่เนื้อในรัสเซียเพื่อให้ได้ส่วนแบ่งการตลาด 5%...

Read More

สุภาษิตจีนที่ว่า “เทียนสือ ตี้ลี่ เหรินเหอ” มีความหมายว่า "ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดภายใต้ความพร้อมของเงื่อนเวลา สถานที่ และบุคคล” เรื่องราวความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างเครือเจริญโภคภัณฑ์และอิโตชู (Itochu) ช่วยสะท้อนถึงความหมายของสุภาษิตนี้ได้เป็นอย่างดี ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2556 เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้ซื้อหุ้นจำนวน 15.6% ของบริษัท ผิงอันประกันภัย จำกัด (Ping An Insurance (Group) Company of China, Ltd. : บริษัทด้านประกันภัยแห่งแรกและใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของประเทศจีน ปัจจุบันแบ่งธุรกิจออกเป็น 3 ด้าน คือ การประกันภัย การธนาคาร และ การลงทุน) การเข้าซื้อหุ้นผิงอันก็เพื่อมุ่งขยายและเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจด้านการเงินของเครือฯ ตอนนั้นมีผู้บริหารที่รับผิดชอบกิจการของเครือเจริญโภคภัณฑ์ในจีนได้บอกว่าอยากแนะนำคนๆ หนึ่งให้ผมรู้จัก บุคคลที่เขาหมายถึงก็คือ มร. มาซาฮีโร่ โอกาฟูจิ (Mr. Masahiro Okafuji) ประธานของอิโตชู คอร์ปอเรชั่น (Itochu Corporation : บริษัทด้านการค้าชั้นนำของญี่ปุ่น) ผมได้ฟังเรื่องราวตอนที่บริษัทต่างๆ ด้านสิ่งทอในญี่ปุ่นกำลังทยอยเลิกกิจการ แต่ประธานโอกาฟูจิ กลับสามารถทำกำไรในธุรกิจสิ่งทอได้เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า ทำให้ผมรู้สึกชื่นชมและสนใจประสบการณ์การทำธุรกิจของท่านเป็นอย่างมาก เพียงแต่ตอนนั้น เครือฯ และอิโตชูยังไม่มีความร่วมมือทางธุรกิจกันมากนัก ทั้งสองฝ่ายจึงยังไม่มีโอกาสได้พบปะกัน เวลาผ่านไปครึ่งปี เราไม่ละความพยายามที่จะขอสานสัมพันธ์กับอิโตชูอย่างต่อเนื่อง และจุดเปลี่ยนได้มาถึงในช่วงกลางเดือนตุลาคม...

Read More

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 สหราชอาณาจักรส่งมอบคืนเกาะฮ่องกงสู่ประเทศจีน ผมตอบรับคำเชิญให้เป็นที่ปรึกษาของคณะทำงานบริหารเกาะฮ่องกง และเข้าร่วมทำงานเพื่อเตรียมการส่งมอบอำนาจการปกครองคืนให้เกาะฮ่องกง เช้าตรู่ของวันที่ 1 กรกฎาคม ผมเข้าร่วมพิธีส่งมอบคืนเกาะฮ่องกง ซึ่งมีประธานาธิบดีเจียงเจ๋อหมิน และผู้นำจีนท่านอื่นๆ เข้าร่วมพิธีด้วย ในวันต่อมา คือวันที่ 2 กรกฎาคม ผมเดินทางจากฮ่องกงกลับกรุงเทพฯ พอลงจากเครื่องบินไม่นานก็รู้ว่าเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว จากวิกฤตการณ์ทางการเงิน รัฐบาลไทยขณะนั้นประกาศใช้นโยบายปล่อยค่าเงินบาทลอยตัวทันที จากที่แต่เดิมประเทศไทยใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ โดยอัตราแลกเปลี่ยนถูกกำหนดไว้ที่ 25 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้การค้า การลงทุน และการร่วมทุนระหว่างไทยกับต่างประเทศภายใต้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่จึงไม่ได้รับผลกระทบด้านความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน ก่อนการลอยตัวค่าเงินบาท ธุรกิจของไทยอาศัยการกู้เงินจากต่างประเทศในการขยายกิจการให้เติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้มีเงินกู้ไหลเข้าประเทศมาก ค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐแข็งเกินจริง เมื่อถึงปีพ.ศ.2539 บัญชีเดินสะพัดของไทยเริ่มขาดดุลชัดเจนยิ่งขึ้น นักเก็งกำไรฉวยโอกาสจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดด้วยการเทขายเงินบาท รัฐบาลรับมือด้วยการขายเงินดอลลาร์และซื้อเงินบาทคืนเพื่อจะปกป้องค่าเงินบาทให้คงที่ หลังจากที่รัฐบาลประกาศเปลี่ยนแปลงนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ค่าเงินบาทเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐก็ลดฮวบลง ภายในครึ่งปีเงินตราสกุลท้องถิ่นในประเทศแถบเอเชียถูกเทขาย อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศตกต่ำเป็นประวัติการณ์ และนี่ก็คือวิกฤตการเงินหรือวิกฤตเศรษฐกิจเอเชียที่ทั่วโลกพูดถึงและต้องจดจำ เดือนมกราคม 2541 ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงไปอยู่ที่ 50 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ฯ หรือเท่ากับเงินบาทมีมูลค่าลดลง 1 เท่า นั่นหมายความว่าเงินกู้จากต่างประเทศเมื่อคิดเป็นเงินบาทแล้ว ผู้กู้จะมีภาระต้องหาเงินมาชำระหนี้เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณทันที ธนาคารต่างประเทศเกรงว่าจะไม่ได้รับชำระเงินกู้คืนจากลูกหนี้แถบภูมิภาคเอเชีย จึงไม่ยอมปล่อยเงินกู้ให้ประเทศในแถบนี้ ไม่เพียงเท่านั้นธนาคารต่างประเทศยังขอให้เครือเจริญโภคภัณฑ์คืนเงินกู้ก่อนกำหนดเวลาชำระอีกด้วย สัญญาเงินกู้ระยะเวลา 5 ปี กลายเป็นโมฆะ มีเพียงไม่กี่ธนาคารเท่านั้นเช่น ธนาคาร...

Read More

เครือเจริญโภคภัณฑ์มีธุรกิจหลัก 3 กลุ่มในประเทศไทยได้แก่ ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร ธุรกิจค้าปลีก และธุรกิจโทรคมนาคม อันที่จริงผมไม่ได้ตั้งใจจะทำธุรกิจโทรคมนาคมตั้งแต่แรก ความหลากหลายทางธุรกิจของเครือเจริญโภคภัณฑ์ล้วนแต่พัฒนามาจากพื้นฐานการเกษตร กล่าวคือ อาหารสัตว์ กิจการเลี้ยงไก่ กิจการเลี้ยงหมู ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจโทรคมนาคมเลย จากจุดเริ่มต้นเรื่อยมาจนถึงทศวรรษที่ 2520 กิจการด้านโทรศัพท์ในประเทศของไทยนั้น อยู่ภายใต้การบริหารและให้บริการโดยองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเพียงองค์กรเดียวเท่านั้น รูปแบบเช่นนี้มีจุดอ่อนหลายประการ เช่น ประการแรก การที่องค์การโทรศัพท์เป็นผู้ให้บริการรายเดียวจึงส่งผลต่อประสิทธิภาพในการขยายการใช้งานโทรศัพท์ไปสู่ครัวเรือนที่ทำได้ช้ามาก ประการที่สอง การขอติดตั้งโทรศัพท์ต้องรอคิวนานหลายปี ทั้งหมดนี้ทำให้โทรศัพท์ไม่เป็นที่แพร่หลายในครัวเรือนเท่าที่ควร กระทั่งในปีพ.ศ. 2531 หลังจากประเทศไทยมีการเลือกตั้ง และพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ จึงได้เริ่มการปฏิรูปกิจการโทรคมนาคมขึ้น รัฐบาลไทยตัดสินใจเปิดเสรีกิจการโทรคมนาคมให้บริษัทและภาคเอกชนจากทั่วโลกเข้ามาลงทุนเพื่อส่งเสริมให้มีการใช้โทรศัพท์ในวงกว้าง ซึ่งบริษัทธุรกิจโทรคมนาคมรายใหญ่ๆ ของประเทศต่างๆ เช่น อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส ต่างก็สนใจเข้ามาร่วมประมูลด้วย สังคมต่างก็คาดหวังให้มีบริษัทของไทยเข้าร่วมประมูลด้วย แต่เนื่องจากการเข้าร่วมประมูลจำเป็นต้องชำระเงินประกันก้อนใหญ่ ซึ่งสมัยนั้นนอกจากบริษัทปูนซิเมนต์ไทยแล้ว ก็มีเพียงเครือเจริญโภคภัณฑ์เท่านั้นที่มีคุณสมบัติในการเข้าร่วม ภายหลังบริษัทปูนซิเมนต์ไทยได้ถอนตัวไป ผลปรากฎกว่าเครือฯ สามารถชนะการประมูลบริษัทต่างชาติ และได้รับสิทธิ์ในการบริหารกิจการบริการโทรศัพท์พื้นฐานให้กับคนไทยได้ในที่สุด ต่อมาเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้ลงทุนในธุรกิจโทรศัพท์ด้วยเม็ดเงินจำนวนมหาศาล ถึงแม้ว่าระหว่างนั้นจะมีการเปลี่ยนบริษัทต่างชาติที่มาร่วมลงทุนกับเราบ้าง แต่ก็กล่าวได้ว่านับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2530 เครือฯ ได้มีส่วนปฏิรูปและสร้างคุณูปการให้กับกิจการโทรคมนาคมของประเทศ ทำให้การใช้โทรศัพท์พื้นฐานแพร่หลายในกรุงเทพฯ จากเดิมที่ต้องรอการติดตั้งโทรศัพท์หลายปี ก็สามารถร่นเวลาทำได้อย่างรวดเร็วภายใน 1 สัปดาห์เท่านั้น ธุรกิจโทรคมนาคมเติบโตขึ้นจนกลายเป็นหนึ่งในธุรกิจหลักของเครือฯ ภายใต้การบริหารของ True Corporation หรือ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น นั่นเอง ในช่วงดังกล่าว เรายังไม่ได้สนใจการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่...

Read More

ช่วงเริ่มต้นของการทำธุรกิจแปรรูปอาหารนั้น เนื้อไก่และเนื้อหมูที่ได้รับการแปรรูปขั้นต้นแล้วของเครือเจริญโภคภัณฑ์ จะถูกส่งกระจายออกไปให้ตัวแทนจำหน่าย เช้าวันรุ่งขึ้นสินค้าจะวางจำหน่ายในตลาดสด แต่ด้วยอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีของประเทศไทยสูงถึง 30 องศา ดังนั้นตลาดสดที่ไม่มีตู้แช่เย็นจะมีกลิ่นไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น แน่นอนว่าถ้าสินค้าเน่าเสียและเสื่อมคุณภาพก็จะส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของเครือฯ ดังนั้นต้องหาวิธีแก้ปัญหากลิ่นไม่พึงประสงค์นี้ให้ได้  ในช่วงแรกเรานำผู้ค้าปลีกมารวมตัวกัน ให้พวกเขานำเนื้อสัตว์แปรรูปของเครือเจริญโภคภัณฑ์ใส่ตู้เย็นแล้วนำไปวางขาย ซึ่งตู้เย็นนี้เราเป็นฝ่ายจัดหาให้ อย่างไรก็ตาม สมัยนั้นระบบการขนส่งของไทยค่อนข้างล้าหลัง ด้วยเหตุนี้จึงยังไม่สามารถรับประกันคุณภาพของสินค้าได้อย่างเต็มที่ ปัญหานี้ทำให้ผมตระหนักว่า หากต้องการจะแก้ปัญหาเรื่องคุณภาพสินค้า และบริหารธุรกิจอาหารแบบครบวงจรให้สำเร็จนั้น จำเป็นต้องลงไปให้ถึงช่องทางการจัดจำหน่ายของธุรกิจค้าปลีกรายย่อยด้วย ในขณะที่เรากำลังหาแนวทางแก้ไขปัญหา โอกาสก็มาถึงโดยไม่คาดคิด ต้นทศวรรษ 2520 SHV Holding Company ซึ่งเป็นบริษัทด้านพลังงานรายใหญ่ของเนเธอร์แลนด์ได้มาขอปรึกษากับผมว่า ต้องการจะทำธุรกิจถ่านหินที่ประเทศจีน เพราะสมัยนั้นมีเครือเจริญโภคภัณฑ์เป็นบริษัทต่างชาติเพียงรายเดียวที่เข้าไปทำธุรกิจในประเทศจีน บริษัท SHV มีความคิดที่จะซื้อถ่านหินจากประเทศจีน ขณะเดียวกันก็มีเป้าหมายจะขายท่าเรือลอยน้ำให้จีนด้วย เมื่อผมได้ช่วยประสานงานกับกระทรวงพลังงานของจีนจนเป็นที่เรียบร้อยและกำลังจะเริ่มดำเนินการแล้วนั้น สัญญาธุรกิจระหว่างสองฝ่ายกลับต้องยุติลง เนื่องจากรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ขณะนั้นตัดสินใจขายเรือดำน้ำให้ไต้หวัน ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ ถึงแม้ว่าธุรกิจถ่านหินจะเจรจาไม่สำเร็จ แต่ผมกับผู้บริหารระดับสูงของ SHV ก็กลายเป็นเพื่อนกัน บริษัท SHV นั้นมี Makro เป็นบริษัทลูก ซึ่งดำเนินธุรกิจค้าส่งในรูปแบบ cash and carry คือ ลูกค้ามาซื้อสินค้าด้วยเงินสดและขนสินค้าไปเอง ผมตั้งใจว่าจะนำ Makro เข้ามาเปิดกิจการในประเทศไทย ตอนนั้นผู้บริหาร Makro ของ SHV ไม่เห็นด้วยนักและมีทีท่าห่วงใยว่า “รูปแบบการบริหารนี้อาจยังเร็วเกินไปสำหรับประเทศไทย”ผมจึงได้ไปพบประธานของ SHV ที่เนเธอร์แลนด์ด้วยตนเอง และพยายามโน้มน้าวท่าน ในที่สุดปีพ.ศ. 2531 เครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัท SHV ก็ได้จัดตั้งบริษัทร่วมทุนกัน และสร้างระบบโลจิสติกส์คุณภาพตามที่รอคอยมานาน...

Read More

หากมีใครถามผมว่าจะสืบทอดและรักษากิจการให้คงอยู่ต่อไปได้อย่างไร ผมจะตอบว่า “วิธีการมีอยู่อย่างเดียวคือ “ต้องพัฒนาและคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่อย่างต่อเนื่อง” คุณพ่อของผมเริ่มจากการสร้างกิจการขายเมล็ดพันธุ์ พี่ๆ ก็ได้ช่วยกันขยายกิจการสู่ธุรกิจอาหารสัตว์ เมื่อผมเข้ามาสืบทอดการบริหารต่อ ก็พัฒนาสู่ธุรกิจเลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู เลี้ยงกุ้ง แปรรูปอาหาร ค้าปลีก โทรคมนาคม และอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง จะเห็นว่าเราไม่เคยหยุดการพัฒนาเลย หลังจากทำธุรกิจเลี้ยงไก่ได้ไม่นาน ผมก็เริ่มทำธุรกิจเลี้ยงหมู ซึ่งก็มีรูปแบบคล้ายกับการเลี้ยงไก่ นั่นคือเครือเจริญโภคภัณฑ์ให้ลูกหมูแก่เกษตรกรเพื่อนำไปเลี้ยง หลังจากที่หมูโตแล้ว บริษัทก็จะรับซื้อกลับไป แล้วนำเนื้อหมูไปแปรรูปและขายเป็นอาหารต่อไป เครือฯ เป็นผู้สร้างฟาร์มเลี้ยงหมูและจัดหาอาหารสัตว์ให้เกษตกร ในช่วงทศวรรษที่ 2510-2520 เครือฯ ได้ร่วมมือทางธุรกิจกับบริษัทในยุโรปและสหรัฐอเมริกา นำเข้าหมูที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์แล้วสู่ประเทศไทย อย่างไรก็ตาม เนื้อหมูของยุโรปและสหรัฐอเมริกาไม่ถูกปากคนไทยนัก ทำให้ เครือฯ ริเริ่มที่จะพัฒนาพันธุ์หมูขึ้นเองจนสำเร็จ สามารถนำหมูพันธุ์ใหม่ออกวางขายในตลาดได้ช่วงทศวรรษ 2530 กุ้งกุลาดำ เป็นกุ้งพันธุ์พื้นเมืองของประเทศไทย ซึ่งได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเป็นอย่างมาก แต่สำหรับธุรกิจการเพาะเลี้ยงกุ้งนั้น แรกเริ่มมาจากประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ทศวรรษ 2500 แล้ว จากนั้นจึงถ่ายทอดไปยังไต้หวัน การที่ญี่ปุ่นมีชื่อเสียงในธุรกิจนี้มายาวนาน เครือฯ จึงเริ่มต้นธุรกิจเลี้ยงกุ้งโดยร่วมทุนกับบริษัทญี่ปุ่นก่อน แต่ปรากฏว่า กุ้งของญี่ปุ่นไม่เหมาะกับสภาพอากาศของเมืองไทย ขณะนั้นเครือเจริญโภคภัณฑ์มีธุรกิจอาหารสัตว์และธุรกิจเลี้ยงไก่ที่ไต้หวัน ประธานที่รับผิดชอบงานบริหารธุรกิจที่ไต้หวันได้อธิบายให้ผมฟังว่า “ธุรกิจเลี้ยงกุ้งที่ไต้หวันเองก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก” ผมจึงเสนอกลับไปว่า “ถ้าคุณสนใจธุรกิจเลี้ยงกุ้ง ขอให้นำเทคโนโลยีของไต้หวันเข้ามาในประเทศไทย ผมจะให้คุณดูแลธุรกิจนี้” สุดท้ายเราจึงตัดสินใจนำเทคโนโลยีจากไต้หวันเข้ามาเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำของประเทศไทย และภายหลังได้เปลี่ยนเป็นการเลี้ยงกุ้งขาวพันธุ์ L. Vannamei ซึ่งเป็นกุ้งสายพันธุ์อเมริกาใต้ที่ทนต่อโรคได้ดี กระบวนการเลี้ยงกุ้ง ก็คล้ายคลึงกับกระบวนการเลี้ยงไก่ และหมู กล่าวคือ เราเริ่มจากการเลี้ยงลูกกุ้งก่อน หลังจากนั้นส่งลูกกุ้งให้เกษตรกรเลี้ยงกุ้งนำไปเลี้ยงต่อ เครือเจริญโภคภัณฑ์เริ่มส่งออกกุ้งกุลาดำที่เลี้ยงในประเทศไทยไปญี่ปุ่นตั้งแต่ปีพ.ศ.2530...

Read More

เมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2533 ผมได้มีโอกาสพบกับท่านเติ้ง เสี่ยวผิง ผู้นำสูงสุดของประเทศจีน ที่ปักกิ่ง แม้ก่อนหน้านั้นผมจะเคยได้ร่วมกับคณะนายกรัฐมนตรีของไทยไปพบท่านมาแล้วหลายครั้ง แต่ครั้งนี้ท่านให้ผมเข้าพบในฐานะประธานเครือเจริญโภคภัณฑ์ แม้ว่าจะอยู่ในวัย 85 ปี แต่ท่านก็ยังพูดคุยด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจนและสดใส “ชื่อของพวกคุณพี่น้อง ตั้งได้ดีมาก” ท่านเติ้ง เสี่ยวผิง จับมือผมพลาง และพูดถึงชื่อภาษาจีนของพวกเราพี่น้องทั้งสี่คน ซึ่งก่อนหน้านี้ผมได้เคยบอกไปแล้วว่า คุณพ่อของผมเป็นผู้ตั้งชื่อให้พวกเรา ได้แก่ เจิ้งหมิน ต้าหมิน จงหมิน และกั๋วหมิน (ผม) เมื่อนำคำหน้ามารวมกัน ก็จะเป็น “เจิ้งต้าจงกั๋ว” ซึ่งความหมายก็คือ ให้ประเทศจีนเดินตามเส้นทางที่ถูกต้อง และพัฒนาให้ยิ่งใหญ่ เข้มแข็ง ในปีพ.ศ.2532 ประเทศจีนเกิดความวุ่นวายทางการเมือง ท่านจ้าว จื่อหยาง (Zhao Ziyang) ซึ่งเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งชาติจีนในตอนนั้นต้องลงจากอำนาจ ในขณะที่บริษัทต่างชาติทยอยถอนการลงทุนจากประเทศจีน แต่เครือเจียไต๋ (ชื่อของเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่ประเทศจีน) กลับเพิ่มการลงทุนโดยไม่ลังเลใจใดๆ ทั้งสิ้น ด้วยเพราะเราเป็นบริษัทแรกที่เข้าไปลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ท่านเติ้ง เสี่ยวผิง ตั้งขึ้นและเพื่อเป็นการช่วยรักษาเงินลงทุนในนามบริษัทต่างชาติไว้ ซึ่งในที่สุดการดำเนินการต่างๆ ก็ประสบความสำเร็จ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงให้เกียรติเครือฯ เป็นอย่างมาก “ผมหวังว่าชาวจีนโพ้นทะเลที่มีอยู่กว่าสิบล้านคนทั่วโลก จะสนใจกลับมาลงทุนในจีนเหมือนเช่นกับท่าน จีนจะดำเนินนโยบายการเปิดประเทศอย่างต่อเนื่องและเพิ่มมาตรการให้เปิดประเทศมากขึ้น” ท่านเติ้ง เสี่ยวผิง กล่าวกับผมด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความจริงใจ และแฝงด้วยความหมายที่ลึกซึ้ง มกราคม ปีพ.ศ.2535 ท่านเติ้ง เสี่ยวผิง ซึ่งมีอายุมากแล้ว ได้เดินทางไปสำรวจเขตเศรษฐกิจพิเศษเซินเจิ้น ท่านได้ประกาศให้จีนเร่งการปฏิรูปและเปิดประเทศให้มากขึ้น ซึ่งเป็นเหตุการณ์ครั้งสำคัญที่ทำให้บรรยากาศภายในและนอกประเทศจีนเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว นักลงทุนต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาลงทุนในประเทศจีนเป็นจำนวนมาก...

Read More