| |
|
|
| แนวโน้มการใช้ยางธรรมชาติของโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตอันดับ 1 ของโลก รองลงมาคือ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งผลผลิตรวมของทั้งสามประเทศ คิดเป็น 70 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตยางธรรมชาติของโลก และจากการคาดการณ์ของ IRSG (International Rubber Study Group) ปริมาณการผลิตยางของประเทศผู้ผลิตยางของโลกจนถึงปี 2563 จะมีปริมาณการผลิตยางธรรมชาติ 12.4 ล้านตัน โดยทุกประเทศมีแนวโน้มการผลิตเพิ่มขึ้น ส่วนการใช้ยางของโลกอยู่ที่ 13.8 ล้านตัน หรือ คาดว่าปริมาณการใช้ยางจะมากกว่าปริมาณการผลิต 1.4 ล้านตันในอีก 13 ปีข้างหน้า และในทวีปเอเชียโดยเฉพาะอินเดียและจีนจะมีความต้องการใช้ยางมากที่สุด |
|
|
| รัฐบาลเล็งเห็นถึงโอกาสที่ดีในการขยายพื้นที่ปลูกยางพาราของประเทศไทย เพื่อให้เกษตรกรได้มีทางเลือกในการประกอบอาชีพทางการเกษตร ที่มีรายได้มั่นคงในอนาคต คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2546 อนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินโครงการปลูกยางพาราเพื่อยกระดับรายได้และความมั่นคงให้แก่เกษตรกรในแหล่งปลูกยางใหม่ ระยะที่ 1 (พ.ค.2547-2549) โดยมีพื้นที่ปลูกยาง 1,000,000 ไร่ แบ่งเป็นปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 17 จังหวัด พื้นที่ 700,000 ไร่ และปลูกในภาคเหนือ 19 จังหวัด พื้นที่ 300,000 ไร่ โดยให้กรมวิชาการเกษตรรับผิดชอบในการกำหนดเขตปลูกยางที่เหมาะสม ตรวจสอบ และจัดหาพันธุ์ยาง ส่วนสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางรับผิดชอบการฝึกอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกร ควบคุม กำกับ ตรวจสอบ ติดตาม และประเมินผลการปลูกยางของเกษตรกรในโครงการ โดยให้กระทรวงการคลัง (ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร) รับผิดชอบในการจัดหาสินเชื่อให้แก่เกษตรกร เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการปลูกและดูแลรักษาต้นยาง |
 |
| บริษัท เจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ จำกัด ได้เข้าร่วมในการประมูลงานผลิตต้นยางชำถุง 90 ล้านต้น เพื่อส่งมอบให้แก่เกษตรกรในโครงการดังกล่าว โดยมีหลักในการดำเนินงานที่สอดคล้องกับนโยบายการดำเนินงานของเครือเจริญโภคภัณฑ์ จะต้องก่อประโยชน์ให้ 3 ฝ่าย คือ ประเทศที่เครือฯ เข้าไปดำเนินธุรกิจประชาชนของประเทศนั้น และเครือฯ โดยบริษัทฯ ได้มุ่งเน้นกระบวนการผลิต เพื่อให้ได้ต้นยางพาราชำถุงที่มีคุณภาพ ตรงตามมาตรฐานของกรมวิชาการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรที่นำไปปลูกได้ต้นยางพาราที่แข็งแรง สามารถเจริญเติบโตดี ได้ผลผลิตตรงตามสายพันธุ์ อันจะเป็นการเพิ่มปริมาณผลผลิตยางธรรมชาติรวมของประเทศให้สูงขึ้น รักษาความเป็นผู้นำในด้านปริมาณการผลิต และส่งผลถึงเสถียรภาพของราคายางธรรมชาติอีกด้วย |
| |
| ปัจจุบัน บริษัทฯ ศูนย์เรียนรู้กระจายอยู่ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน เพื่อผลิตต้นยางชำถุง ตอบสนองความต้องการปลูกยางพาราของเกษตรกรที่เพิ่มขึ้น และเป็นศูนย์การเรียนรู้ ให้คำแนะนำแก่เกษตรกรที่มีความสนใจ |
 |
| บริษัทมีวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจยางพารา 2 ด้าน ดังนี้ 1. ด้านการพัฒนาสายพันธุ์ยางพาราพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตสูงโดยมีการพัฒนาสายพันธุ์ “JVP80” ร่วมกับเกษตรกรที่จังหวัดตรัง ซึ่งผลการปลูกพบว่าต้นยางอายุ 33 ปี ยังสามารถให้น้ำยางได้มากถึง 400 กก.ต่อไร่ มีความเข้มข้นของน้ำยาง (DRC) สูงถึง 46% ขณะที่พันธุ์ RRIM 600 และพันธุ์ RRIT 251 ซึ่งได้รับการส่งเสริมอย่างแพร่หลายเมื่อต้นยางมีอายุประมาณ 25 ปี ก็ต้องโค่นทิ้งปลูกใหม่ เพราะผลผลิตน้ำยางที่ได้ไม่คุ้ม และมีความเข้มข้นน้ำยางอยู่ที่ 32%
2. ด้านการรับซื้อและแปรรูปผลผลิตเบื้องต้น โดยมีโครงการตั้งโรงงานแปรรูปยางพาราขึ้นมารองรับผลผลิตในภาคเหนือ และภาคอีสาน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับตั้งโรงงาน โดยในภาคอีสานจะศึกษาจังหวัดเลย และจังหวัดบุรีรัมย์ ส่วนภาคเหนือศึกษาจังหวัดพะเยาและจังหวัดเชียงราย เพราะพื้นที่ดังกล่าวมีการปลูกยางค่อนข้างมาก
|
| |
| |
| |
| |
|
|