กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจรเริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2522 โดยมีภารกิจในการส่งเสริมการใช้เมล็ดพันธุ์ดีแก่ชาวไร่ผู้ปลูกข้าวโพด เพื่อเพิ่มผลผลิตข้าวโพดอันเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับใช้ในการผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งขณะนั้นมีปริมาณไม่เพียงพอและคุณภาพข้าวโพดโดยรวมไม่ดีพอ
การแนะนำให้ชาวไร่เริ่มใช้เมล็ดพันธุ์แทนพันธุ์ที่เก็บไว้เองเริ่มจากพันธุ์ราชการ นับว่าเป็นงานที่ต้องอาศัยความอดทนและเชื่อว่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้พี่น้องชาวไร่ของไทย ได้มีโอกาสเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้มากขึ้น และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ ทีมงานทั้ง 12 ท่าน ได้ใช้เวลาครึ่งหนึ่งของการทำงานอยู่ในชนบท ถนนดินลูกรัง ใช้ชีวิตอยู่ในป่าเขาอยู่หลายปี แต่ผลที่ได้ก็เป็นที่น่าพอใจ เกษตรกรเริ่มยอมรับเทคโนโลยีของพันธุ์ จากการยอมรับเมล็ดพันธุ์กิโลกรัมละ 10 บาท จนเข้าใจถึงความคุ้มทุนของเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดลูกผสมในปัจจุบันราคากิโลกรัมละกว่า 100 บาท
พันธุ์ข้าวโพดลูกผสม เบอร์ 888 ทั้งตราดอกบัวและตราใบโพธิ์ของกลุ่มพืชฯ เป็นที่รู้จักอย่างมากในหมู่ชาวไร่ข้าวโพดไปทั่วทั้งประเทศและปัจจุบันทั่วทั้งเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในด้านของความทนแล้ง ฝักแฝด ผลผลิตสูง สีสวย และเก็บนานรอราคาได้
ในยุคที่ทรัพยากรน้ำมันทั่วโลกขาดแคลน ผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับพลังงานทดแทนมากขึ้น เกษตรกรหันไปปลูกพืชทดแทน เช่น มันสำปะหลัง อ้อย ทำให้พื้นที่ปลูกข้าวโพดลดน้อยลง ในขณะที่จำนวนประชากรและความต้องการอาหารกลับสวนทางกัน เราจึงได้พัฒนานวัตกรรมในการเพิ่มผลผลิตข้าวโพด โดยการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวโพดลูกผสมพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตสูง ทนแล้ง ความต้านทานโรคสูง และที่สำคัญมีความเหมาะสมในการปลูกแต่ละพื้นที่ (CP.QQQ, CP.KKK Super, CP.AAA Super) นอกจากนั้นเรายังพัฒนากระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มผลผลิตให้เพียงพอกับความต้องการ โดยการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวโพดหลังนา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะทำให้ได้ผลผลิตคุณภาพดี เพราะเก็บเกี่ยวไม่เจอช่วงฝน ได้ราคาสูง และยังช่วยตัดวงจรโรคและแมลงของข้าวอีกด้วย นอกจากการเพิ่มผลผลิตแล้วกลุ่มธุรกิจพืชครบวงจรยังหาวิธีการที่จะลดต้นทุนการผลิตและช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมโดยใช้วิถีทางเกษตรอินทรีย์ด้วยการพัฒนาปุ๋ยอินทรีย์หมอดิน ผลิตภัณฑ์ทางชีวภาพ (ปุ๋ยอินทรีย์น้ำวีโก้, น้ำส้มไม้วูการ์) มาทดแทนปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงซึ่งนับวันราคาจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ และยังเป็นการส่งเสริมเรื่องความปลอดภัยต่อเกษตรกรและผู้บริโภคอีกด้วย
ประเทศไทยเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์เกษตรกรสามารถปลูกพืชได้หลากหลายชนิด เพื่อส่งเสริมความกินดีอยู่ดีของเกษตรกร และด้วยความตระหนักว่าเราไม่ใช่แค่นักขาย แต่เราเป็นผู้ที่มุ่งแก้ไขปัญหาของเกษตรกร ทางกลุ่มธุรกิจพืชครบวงจรจึงได้วิจัยและพัฒนาไปสู่พืชอื่น ๆ ด้วย เช่น
ข้าว – ซึ่งชาวนาไทยเป็นผู้ผลิตเลี้ยงคนทั่วโลกมากว่า 20 ปี แต่ผลผลิตของเรากลับเพิ่มขึ้นไม่มากนัก ขณะที่คู่แข่งของเรา เช่น เวียดนาม, อินเดีย ได้พัฒนาการใช้พันธุ์ข้าวลูกผสมเพื่อเพิ่มผลผลิตได้สำเร็จ ทำให้กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจรต้องเข้ามาพัฒนาสายพันธุ์ข้าวลูกผสม เพื่อช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวและช่วยให้ข้าวไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ในด้านอุตสาหกรรมโรงสีข้าว ทางกลุ่มธุรกิจพืชครบวงจรได้ร่วมมือกับ บริษัท ซาตาเก้ จากประเทศญี่ปุ่น ผลิตและให้บริการเครื่องจักรโรงสีชั้นเยี่ยมของโลก ในการผลิตข้าวสารคุณภาพส่งออก และได้พัฒนาโรงสีเล็กคุณภาพการสีข้าวเทียบได้กับโรงสีใหญ่ เพื่อชุมชนการผลิตข้าวในประเทศอีกด้วย
พืชสวน – ประเทศไทยมีผลไม้หลากหลายชนิด แต่ชาวสวนส่วนใหญ่ปลูกเพื่อขายในประเทศ ซึ่งได้ผลตอบแทนต่ำ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น เราจึงพัฒนาพันธุ์ที่เป็นที่ต้องการของตลาด ให้ผลผลิตสูง และสามารถขนส่งได้โดยที่ผลผลิตไม่เสียหายเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ ช่วยให้มูลค่าของผลไม้สูงขึ้น
ปัจจุบัน กลุ่มพืชมีแนวทางดำเนินงานโดยแบ่งธุรกิจออกเป็น 5 ธุรกิจหลักด้วยกัน คือ
ธุรกิจพืชไร่
ธุรกิจพืชสวน
ธุรกิจข้าวครบวงจร
ธุรกิจยางพารา
ธุรกิจปาล์มน้ำมัน